THE MOST BEAUTIFUL MOMENT IN LIFE – BTS; วิเคราะห์ซีรี่ส์อัลบั้ม YOUTH TRILOGY

THE MOST BEAUTIFUL MOMENT IN LIFE is when it is bright, dark and yet neither.

ในปี 2015 กลุ่มศิลปิน KPOP วง BTS ได้ปล่อยซีรี่ส์อัลบั้มชุดที่มีชื่อว่า 화양연화 (Hwa Yang Yeon Hwa; HYYH) หรือในชื่ออังกฤษคือ THE MOST BEAUTIFUL MOMENT IN LIFE ซึ่งแปลว่า “ช่วงเวลาที่สวยงามที่สุดในชีวิต” นั่นเอง โดยในซีรี่ส์อัลบั้มนี้ประกอบไปด้วยมินิอัลบั้ม 3 ชุดด้วยกัน ได้แก่

HYYH PT.1

HYYH PT.2

EPILOGUE: YOUNG FOREVER

concept and theme

โดยคอนเซ็ปต์อัลบั้มซีรี่ส์ชุด HYYH นี้มี Message หรือข้อความสำคัญที่ต้องการจะสื่อคือ วัยรุ่น ใน MV Title ของอัลบั้มทั้งสามชุดจึงเน้นบอกเล่าเรื่องราวของวัยรุ่นก่อนที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ทั้งเรื่องของความรัก ความเจ็บปวด มิตรภาพ การจากลา การต่อสู้ดิ้นรน ความสับสน การเผชิญหน้ากับความจริง เพื่อค้นหาตัวตนและเป้าหมายในชีวิต จึงเรียกรวมๆ ว่าเป็นทฤษฎี YOUTH TRILOGY นั่นเอง ซึ่งเนื้อหาในตัวเอ็มวีแต่ละตัวไม่ใช่การออกไปล่าฝันอะไรทำนองนั้น แต่เป็นการเดินทางค้นหาตัวเองจากตัวตนข้างในของเรา เพื่อเข้าใจและเรียนรู้ตัวเองได้อย่างแท้จริง

โดยคอนเซ็ปต์อัลบั้มชุดนี้เล่นใหญ่ไปกว่านั้น คือ การอ้างอิงเรื่องราวแบบหนังสือนิยายเรื่องเดเมี่ยน (Damien) ของ เฮอร์มัน เฮสเส (Herman Hesse) บวกรวมไปกับทฤษฎีทางจิตวิทยาของคาร์ล จุง (Carl Jung) และ ซิกมันด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud) โดยในนิยายเรื่องเดเมี่ยนได้พูดถึงโลกสองโลก คือ โลกแห่งแสงสว่าง และ โลกแห่งความมืด ซึ่งจะเข้าใจว่าหมายถึง ดี-ชั่ว นางฟ้า-ปีศาจ หรือโลกของเด็ก-ผู้ใหญ่ก็ได้ และการยอมรับทั้งสองโลกนี้จะนำไปสู่การค้นพบตัวเองในที่สุด และนั่นจะทำให้เราเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่เข้มแข็งต่อไป หากจะพูดให้ชัดเจนกว่านี้ตามทฤษฎีของ คาร์ล จุงแล้ว ก็ขอยกส่วนหนึ่งของบทความที่เคยมีคนสรุปให้อ่านกันว่า

ถ้าเทียบกับทฤษฎีของจุงแล้ว โลกสว่างและโลกมืด ไม่ได้หมายถึงโลกแห่งความดี/ชั่ว หรือ เด็ก/ผู้ใหญ่เสียทีเดียว แต่คำว่าสว่างกับมืด ใช้ในความหมายที่ว่าโลกสว่างคือโลกที่เรามองเห็น จุงเรียกว่าโลกของ The Conscious (สติ) โลกมืด คือ โลกของ The Unconscious (จิตใต้สำนึก) เป็นความดำมืดที่อยู่ในจิตใต้สำนึกที่เรามองไม่เห็นและไม่รู้ว่าปีศาจตัวไหนซ่อนอยู่ในนั้นบ้าง 

indiiej

สตอรี่ของชุดอัลบั้มนี้จึงเป็นเรื่องเกี่ยวกับเด็กวัยรุ่น 7 คนที่เป็นเพื่อนกัน แต่ละคนเจอกับปัญหาของตัวเอง ทั้งสุขและเศร้า ทั้งต่อสู้ดิ้นรนเพื่อยอมรับและค้นหาตัวตน สื่อสารออกมาด้วยความสวยงามและแฝงไปด้วยศิลปะที่น่าสนใจ ทางทีมเราจึงสนใจที่จะนำข้อความที่ศิลปินต้องการสื่อมาวิเคราะห์ให้เข้าใจกันมากขึ้น โดยขอแยกออกเป็นส่วนต่างๆ ตามคลิปที่ปล่อยออกมาเพื่อง่ายต่อการทำความเข้าใจ

1. I NEED U – BTS

MV ตัวแรกของซีรี่ส์อัลบั้มที่ถูกปล่อยออกมา
(เรียงจากซ้ายไปขวา) จิน (JIN), เจโฮป (J-HOPE), จองกุก (JUNGKOOK), วี (V), ชูก้า (SUGA), แร็ปม่อน (RM), จีมิน (JIMIN)

เอ็มวีเปิดตัวมาด้วยภาพของเด็กผู้ชาย 7 คน และไม่ได้ปูเรื่องราวอะไรไว้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น แต่สีหน้าและท่าทางของแต่ละคนแสดงถึงความโศกเศร้าบางอย่าง โทนภาพก็มืดมน ดนตรีที่บรรเลงก็ค่อนข้างพาให้ผู้ฟังเกิดความรู้สึกดำดิ่ง

จิน – นั่งอยู่ในห้องห้องหนึ่ง ถือกลีบดอกไม้

เจโฮป – ยืนส่องกระจกอยู่ในห้องน้ำ

จองกุก – เดินอยู่คนเดียว

วี – นั่งอยู่หน้าประตูห้องกับกองขวดเหล้า

ชูก้า – อยู่บนเตียงนอนในห้องเช่าคนเดียว

แร็ปม่อน – ยืนอยู่ในปั๊มน้ำมัน

จีมิน – นั่งอยู่ในอ่างอาบน้ำ (กำลังเผารูป)

เรื่องก็เล่าต่อไปถึงชีวิตของตัวละครเด็ก 7 คนนี้ว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นบ้าง ใครประสบพบเจออะไร การดำเนินเรื่องและภาพแต่ละฉากตัดสลับกันระหว่างภาพวีดีโอเดี่ยวของทั้ง 7 คน และภาพที่ทั้ง 7 คนใช้เวลาร่วมกัน ทำให้เราอนุมานได้ว่า เด็กๆ ทั้ง 7 คนนี้เป็นกลุ่มเพื่อนที่สนิทชิดเชื้อ นอกจากนี้ก็เห็นความขัดแย้งได้ชัดเจนว่าบรรยากาศจะดูเศร้าสร้อยหรือมีบางอย่างไม่ดีเกิดขึ้นเมื่ออยู่คนเดียว แต่เมื่ออยู่ด้วยกันเป็นกลุ่มก็จะมีแต่รอยยิ้มและเสียงหัวเราะ

เอ็มวีพาเราดูไปเรื่อยๆ ผ่านจุดที่สงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับทั้ง 7 คนกันแน่ จนกระทั่งมาถึงจุดพีคของเรื่องคือฉากที่ตัวละคร ‘วี’ ได้พลั้งมือทำร้าย (คนที่คาดว่าน่าจะเป็น) พ่อเลี้ยงของตนเองจนถึงแก่ชีวิตเพราะเข้าไปเห็นภาพว่าพ่อเลี้ยงกำลังตบตี (คนที่คาดว่าน่าจะเป็น) พี่สาวของตัวเองอยู่

จากฉากนี้เองทำให้เราย้อนคิดไปได้ว่า กองขวดเหล้าที่เห็นตั้งแต่ฉากเปิดตัว วี นั้น น่าจะเป็นของพ่อเลี้ยงที่เมามายและชอบก่อความรุนแรงในครอบครัว ที่มีวีกับพี่สาว เขาดูทนทุกข์ ไม่มีความสุขเมื่ออยู่บ้าน (ห้องเช่าเล็กๆ) แต่เมื่ออยู่ข้างนอกกับกลุ่มเพื่อนก็จะเป็นเด็กน่ารักคนหนึ่งที่ดูไม่มีพิษภัย โดยที่จริงๆ แล้วเขาต้องแบกรับความเจ็บปวดนี้มาตลอดจนถึงจุดสิ้นสุดของความอดทน และก่อเหตุเช่นนี้ด้วยความไม่ได้ตั้งใจ

ทันทีที่เรื่องดำเนินมาถึงจุดพีคของฉากที่ว่า ตัวคลิปก็เริ่มคั้นอารมณ์โดยการนำเสนอการตัดต่อแบบขัดแย้ง หรือคอนทราสต์กันระหว่าง ฉากวีฆ่าพ่อ ตัดสลับกับภาพของความสุขของกลุ่มเพื่อน วีแทงพ่อ เสียงหัวเราะและรอยยิ้ม ดนตรีที่ใช้ประกอบช่วงนี้ก็มีจังหวะที่ดรอปลง และค่อยๆ เพิ่มความหนักหน่วงมากขึ้นตามเนื้อหา

พอเรื่องดำเนินมาถึงจุดนี้แล้ว จุดไคลแม็กซ์ก็คือภาพของตัวละครคนอื่นๆ ที่พบเจอเหตุการณ์เลวร้ายบางอย่างทันที เช่น ชูก้าที่วางเพลิงห้องนอนพร้อมเผาตัวตาย จีมินที่ทิ้งตัวในอ่างน้ำ (ฆ่าตัวตาย) จองกุกที่กำลังจะถูกรถชน เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้คนดูพากันสงสัยว่า “มีคนตายหรอ?” “ใครตายบ้าง” พาให้สับสนงงงวยไปหมด

แต่หากมาลองมองย้อนถึงตัวละครแต่ละตัวอย่างละเอียดอีกรอบ เราก็จะวิเคราะห์และอนุมานได้ว่า

เจโฮป ที่เปิดตัวมาด้วยภาพที่กำลังถือกระปุกยาบางอย่างในห้องน้ำ กับภาพทั้งหมดในเอ็มวีตัวนี้ เราเดาว่าเจโฮป น่าจะป่วยเป็นโรคบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับการนอนหลับ โรคที่ว่านั้นคือ โรคลมหลับ (Narcolepsy) นั่นเอง โดยผู้ป่วยโรคนี้จะมีอาการนอนหลับที่ผิดปกติ อาจวูบหลับผิดที่ผิดเวลาโดยที่ควบคุมไม่ได้ และหลับในช่วงต่างๆ อย่างผิดปกติ โรคนี้อาจมีความสัมพันธ์เกี่ยวกับอาการทางจิตบางอย่างด้วย สังเกตได้จากฉากที่เดินๆ อยู่บนถนนดีๆ เขาก็ล้มหลับลงไป

ฉากสำคัญของ เจโฮป

ส่วนคนอื่นๆ นอกเหนือจากนี้ก็ยังไม่ทราบแน่ชัดดีว่าเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขา ถึงทำให้ต้องเกิดเหตุการณ์เลวร้ายเหล่านั้นขึ้นมา แต่คนหนึ่งที่น่าสังเกตที่สุดคือ จิน ที่เปิดตัวมาด้วยฉากการที่เขาอยู่ในห้องนอนคนเดียว ใส่เสื้อเชิ้ตสีขาว น้ำตาไหล ถือกลีบดอกไม้ และไม่ได้ออกไปพบเจอเหตุการณ์เลวร้ายใดๆ ข้างนอก แต่สีหน้าก็ดูเศร้ามากเช่นกัน ซึ่งเราจะนำไปวิเคราะห์กันในส่วนต่อไปนั่นเองจ้า

ฉากน่าสังเกตของ จิน

นอกจากนี้ก็ยังมีจุดที่จับสังเกตบางอย่างได้ แต่ไม่รู้ว่าแปลว่าอะไร (ฮา)

คือ แร็ปม่อน ที่เรามักจะเห็นภาพของเขาอยู่ในปั๊มน้ำมัน (คิดว่าทำงานพาร์ทไทม์เป็นเด็กปั๊ม) คาบอมยิ้มไว้ในปากอยู่ตลอดเวลา แต่ในฉากสุดท้ายหลังผ่านจุดพีคของเรื่อง มีฉากที่เขาทิ้งอมยิ้มในมือลงพื้น และเมื่อตัดภาพมาอีกทีอมยิ้มก็กลายเป็นบุหรี่ที่ตกลงบนธนบัตรที่เขาได้จากลูกค้า ไม่รู้ว่าจุดนี้สามารถอนุมานว่า เขาระเบิดปั๊ม(?)ได้หรือเปล่า

กล่าวได้ว่า ข้อความที่จะสื่อออกมาของเอ็มวีตัวแรกของอัลบั้มซีรี่ส์ชุดนี้ ก็คือ ช่วงเวลาแห่งความทุกข์ นั่นเอง

1.2 HYYH ON STAGE: PROLOGUE

*สาเหตุที่ต้องเป็น 1.2 ก็เพราะว่าคลิปตัวต่อมาที่ถูกปล่อยนั้นเป็นเหมือนบทนำเพื่อไปสู่เอ็มวีเพลงตัวใหม่ที่เป็นเพลงไตเติ้ลของอัลบั้มที่ 2 ในคลิปวีดีโอนี้จะมีรายละเอียดที่น่าสังเกตเยอะมาก ซึ่งเราจะมาดูไปทีละส่วนกัน

คลิปถูกเปิดมาด้วยตัวละครวี เรื่องราวต่อจากเอ็มวีตัวที่แล้วหลังจากเหตุการณ์ฆ่าพ่อเลี้ยง เห็นได้ชัดว่าเขามีอาการตื่นตระหนกอย่างมาก มีความรู้สึกผิดและทำอะไรไม่ถูก เขาโทรหาใครบางคน (เดาว่าเป็นจิน หรือไม่ก็แร็ปม่อน) พร้อมกับพูดว่า อยากเจอทุกคน

เปลี่ยนฉากมาเป็นภาพของวีที่ล้มตัวลงนอน ณ สถานที่รกร้างแห่งหนึ่ง พร้อมกับเพื่อนพี่น้องอีก 6 คนที่กำลังวิ่งมาหา และต่อมาเอ็มวีก็แสดงให้เห็นถึงช่วงเวลาที่ทั้ง 7 คนได้อยู่ร่วมกัน ใช้เวลาด้วยกันในสถานที่ที่เหมือนจะไม่มีใครพบได้ (ให้ความรู้สึกเหมือนโลกที่ถูกทอดทิ้งอยู่เหมือนกันนะ) ราวกับว่าพวกเขาจะมีความสุขแบบนี้อีกที่ไหนไม่ได้อีกแล้วยังไงอย่างงั้น กลุ่มเพื่อนที่เล่นด้วยกันอย่างสนุกสนานราวกับเด็กๆ สะท้อนให้เห็นได้ชัดเจนถึงมิตรภาพ และสื่อสารออกมาด้วยโทนภาพและแสงสีที่ต่างจากเอ็มวีก่อนหน้าอย่างสิ้นเชิง นั่นก็คือโทนสีในช่วงนี้ดูสดใส เต็มไปด้วยสีสันและดูมีชีวิตชีวาสวยงามมากทีเดียว

และช่วงเวลาเหล่านั้นถูกบันทึกด้วยกล้องวีดีโอ โดยจิน สมาชิกที่โตที่สุดในกลุ่ม

ภาพรวมโดยส่วนใหญ่ของคลิปวีดีโอตัวนี้เน้นฉายภาพที่สวยงาม และเต็มไปด้วยความสุข ประมาณว่าแค่เพียงพวกเขาอยู่ด้วยกัน ก็จะมีแต่ความสุข เต็มไปด้วยความอบอุ่น แม้จะเหมือนมีสัญญาณเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ในฉาก ซึ่งเชื่อมกับเอ็มวีก่อนหน้าอยู่ด้วย เช่น

ชูก้าที่ชอบจุดไฟ(?) และจองกุกที่คอยดับไฟ อาจเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของการปลอบประโลมจิตใจหรือคอยดูแลซึ่งกันและกัน เป็นสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น

ตามมาด้วยฉากไปเที่ยวทะเล ก็มีแต่ภาพที่มีความสุขเหมือนเดิม (ฉากและสถานที่สวยมากกกกกกกกก) แต่เสียงเพลงที่บรรเลงขึ้นมา (Butterfly) กลับให้อารมณ์ที่ค่อนข้างเปล่าเปลี่ยวอยู่ลึกๆ (แต่ก็เพราะมากกก เมโลดี้เพราะมาก และสัมผัสได้ถึงความสวยงามนุ่มนวล อ่อนโยน)

*เนื่องจากคลิปตัวนี้ค่อนข้างยาวกว่าตัวอื่น เราจะตัดฉากที่จะพูดถึงให้น้อยลงเพื่อประหยัดเนื้อที่นะคะ

ในโลเคชั่นสุดท้าย เหล่าเด็กๆ ได้เดินทางไปชมวิว(?)ริมทะเล ตอนนี้เองที่เราจะได้ยินเสียงเพลงในซาวด์แทร็กกันได้ชัดๆ

ตอนนั้นเองที่วีได้สังเกตเห็นอะไรบางอย่าง

มันเป็นนั่งร้านเก่าๆ ผุๆ พังๆ ที่สูงพอสมควรเลยค่ะ แล้วเขาก็ได้ทำการปีนขึ้นไป

เมื่อขึ้นไปจนถึงยอดบนสุด เขาก็มองลงมาหาเพื่อนๆ ที่นั่งกันอยู่ที่เดิมข้างล่าง ทุกคนต่างมีสีหน้าตกใจ และกวักมือเรียกให้กลับลงไป แต่สิ่งที่วีทำนั่นคือ…

โดดลงไปด้วยสีหน้ามุ่งมั่น!!!

ภาพตรงนี้สวยมากค่ะ เราจะเห็นการใช้เทคนิคแสงสีที่น่าสนใจและน่าประทับใจมากๆ พื้นท้องฟ้าเป็นสี Vanilla Sky ที่น่าจะมีความหมายบางอย่างด้วย อย่างที่เรารู้กันว่ามันมักจะถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นใหม่ และมักถูกกล่าวว่าเป็นช่วงเวลาที่สวยงามที่สุดของท้องฟ้าค่ะ

บางทีอาจตีความได้ว่า การที่วีกระโดดน้ำลงไป (และฉากถูกตัดจบตรงนั้นเลย) ถ้ากล่าวตรงๆ เขาอาจจะรู้สึกผิดจากสิ่งที่ก่อ เลยตัดสินใจจะฆ่าตัวตาย แต่ถ้าตีความในเชิงสัญลักษณ์ นี่อาจเป็นการที่เขาตัดสินใจจะดำดิ่งลงสู่ความทรงจำเก่าๆ หรืออาจจะเป็นการออกไปไขว่คว้าหาอิสระก็ได้นะคะ

2. RUN – BTS

มาถึงเอ็มวีที่เป็นตัวสุดท้ายของซีรี่ส์อัลบั้มชุดนี้กันแล้วค่ะ เรื่องในเอ็มวีได้ดำเนินต่อมาจากคลิปบทนำในตอนที่แล้ว เปิดตัวมาด้วยฉากที่วีตกน้ำกันเลย เชื่อมกับภาพของแร็ปม่อนที่ทิ้งน้ำแข็งลงแก้ว แล้วภาพก็ตัดเล่าเรื่องของการใช้ชีวิตอย่างสนุกสุดเหวี่ยงของกลุ่มวัยรุ่นที่เป็นเพื่อนกันกลุ่มเดิมเลยค่ะ

จากนั้นก็ดำเนินเรื่องตัดสลับกันระหว่างฉากที่วีกำลังตะเกียกตะกายในน้ำ และภาพการปาร์ตี้สังสรรค์ของกลุ่มเพื่อน

ส่วนใหญ่ภาพในเอ็มวีตัวนี้เน้นฉายความสนุกสุดเหวี่ยงของตัวละครหลัก (อาจถึงขั้นเมามาย) จนบางกิจกรรมก็สุดโต่ง และเป็นการก่อความวุ่นวายด้วย แสดงให้เห็นว่าเด็กกลุ่มนี้ น่าจะชอบทำอะไรกร้านโลกอยู่พอสมควร

นอกจากนั้นก็ตามชื่อเอ็มวีคือ ภาพที่ทุกคนกำลังวิ่ง ซึ่งอาจหมายถึง การวิ่งด้วยความสนุกสนาน หรือวิ่งหนีจากอะไรบางอย่างก็ได้

นอกจากภาพแห่งความสนุกสนานแล้ว ก็มีภาพของปริศนาและเรื่องราวน่าสงสัยสอดแทรกมาอยู่เรื่อยๆ อีกทั้งยังฉายภาพของความสับสนหรือดิ้นรนจากบางอย่างของตัวละคร

เช่น ยังมีภาพของความรุนแรงบางอย่างอยู่ การทะเลาะกัน ลงไม้ลงมือ (แต่ยังดูไม่ตั้งใจจะทำ)

ภาพข้างบนที่ฉายเข้ามาในห้อง ทุกคนกำลังปาร์ตี้สนุกสนาน ซูมเข้าหาหน้าของจองกุกก่อนจะฉายออกมาอีกรอบ ทุกคนก็หายไปจากตรงนั้นแล้ว อาจหมายถึงว่าเป็นภาพของความคิดหรือความทรงจำ หรือไม่ก็อาจเป็นเหตุการณ์ที่ไม่มีอยู่จริงก็ได้

บวกกับภาพที่เหมือนตัวละครบางคนที่ดูว่าคิดอะไรบางอย่างออกแบบนี้ เดาว่า บางทีเหตุการณ์เกือบทั้งหมดที่เกิดขึ้นในเอ็มวีอาจไม่เคยเกิดขึ้นจริงก็ได้ ให้อารมณ์แบบที่ทุกคนกำลังมัวเมาในความฝัน แต่เมื่อรู้ตัวอีกทีก็พบว่ามันไม่ใช่ความจริง(?) ซึ่งคนที่มีช็อตภาพเหล่านี้มีเพียงแค่ 3 คน คือ วี จิน และจองกุก (ก็ยังเป็นเพียงการคาดเดา)

บางทีเรื่องราวในเอ็มวีนี้อาจเป็นการผสมผสานของภาพที่เป็นความทรงจำ ความฝัน และความจริงก็ได้

ก่อนจะพาไปสู่ฉากปิดท้ายคือภาพที่จองกุกหันมาส่งยิ้มเล็กๆ ให้กับกล้อง กล้องที่ถ่ายหรือมองจากมุมนี้ อาจเป็นมุมมองของตัวละครจิน เพราะว่าเขาไม่ได้เดินอยู่ร่วมกับคนอื่นๆ บางทีอาจเป็นสัญลักษณ์ของการหันหลังให้บางสิ่ง (อาจหมายถึงการปฏิเสธโลกแห่งความจริง และเลือกจะอยู่ในโลกแห่งความฝันที่มีแต่ความสุขต่อ) แต่จองกุกที่รับรู้ได้ว่านี่ไม่ใช่โลกที่ควรจะเป็นได้เพียงแต่ส่งยิ้มมาให้ อาจเพราะเขาทิ้งคนอื่นๆ ไปไม่ได้ แต่ก็พยายามจะบอกว่าทุกอย่างจะไม่เป็นไร หรือเปล่า(?)

ปิดจบด้วยฉากสุดท้ายที่วีโผล่ขึ้นมาเหนือน้ำ อาจหมายความว่า เขาฆ่าตัวตายไม่สำเร็จ อาจมีสาเหตุจากภาพความทรงจำที่สวยงามต่างๆ ความยังเสียดายชีวิต หรืออาจตีความในเชิงสัญลักษณ์ก็ได้

3. EPILOGUE: YOUNG FOREVER – BTS

มาถึงเอ็มวีตัวสุดท้ายของซีรี่ส์ชุดนี้แล้วค่ะ โลเคชั่นหรือสถานที่หลักของเอ็มวีตัวนี้คือทางที่เหมือนเขาวงกต และตัวละครหลักทั้ง 7 คนที่กำลังวิ่งวนหาทางออก ตัดสลับกับภาพย้อนหลังของความทรงจำในอดีต ซึ่งเป็นภาพจากเอ็มวีตัวก่อนๆ นั่นเอง

โลเคชั่นหลักของ MV YOUNG FOREVER

เนื้อหาภาพรวมของทั้งตัวเอ็มวีก็จะเป็นความเชื่อมโยงในเรื่องราวของแต่ละคนในระหว่างที่กำลังหาทางออกจากเขาวงกตแห่งนี้ คนสุดท้ายที่ได้ออกจากเขาวงกตแห่งนี้ก็คือวี อาจสื่อว่า เรื่องราวในอดีตที่เขาเคยพบเจอนั้นยากต่อการยอมรับและหลุดพ้นได้ เขาจึงใช้เวลาหาทางออกอยู่นานกว่าคนอื่นๆ แต่เมื่อหลุดออกมาแล้ว ก็พบว่าเพื่อนๆ ที่เหลือยืนรอเขาอยู่ก่อนแล้ว สีหน้าของเขาจึงผ่อนคลายลง

และทุกคนก็พร้อมที่จะออกวิ่งสู่เส้นทางใหม่ (อาจเป็นเส้นทางสู่วัยผู้ใหญ่) อีกครั้ง ละทิ้งเรื่องราวในอดีตที่มีทั้งความสุขและความทุกข์ไว้ข้างหลัง มันไม่ได้หายไปไหน และความเยาว์วัยนั้นก็จะถูกเก็บไว้เป็นความทรงจำที่สวยงามตลอดไปนั่นเอง อีกครั้งที่เราเห็น Vailla Sky (ท้องฟ้าช่วงก่อนที่พระอาทิตย์ตกดิน) เป็นตัวปิดเอ็มวีเป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นใหม่จริงๆ ค่ะ เย่!!!

การวิเคราะห์ ตีความ และความเชื่อมโยง

อย่างที่ทราบกันก่อนแล้วว่า ธีมหลักของซีรี่ส์อัลบั้มชุดนี้ ก็คือ วัยรุ่น และการตามหาตัวตน จากการเชื่อมโยงถึงทฤษฎีของโลกสว่างกับโลกมืด หากไม่ได้มองจากเรื่องราวตรงๆ ที่ค่อนข้างจะดาร์ก เราก็อาจจะมองในมุมของนามธรรมได้อีกแบบค่ะ สัญลักษณ์ต่างๆ ในเอ็มวีที่เราตีความ มีดังนี้

ทำไมวีถึงฆ่าพ่อ?

การฆ่าพ่อ อาจเป็นสัญลักษณ์ของการเลือกจะหันหลังให้โลกสว่างและตอบรับความต้องการจากปีศาจในโลกมืดของตัวเอง หลังจากที่วีประกาศตัวทำลายโลกสว่างของตัวเองแล้ว คนอื่นก็ตัดสินใจทำอะไรบางอย่างเช่นกัน (ดังที่เกิดความเลวร้ายกับทุกคนในเอ็มวี I NEED U นั่นเองค่ะ) จะเห็นว่าในเอ็มวีนั้นเกี่ยวข้องกับไฟและการเผาหมดเลย แม้การเผาอาจจะหมายถึงการทำลายโลกสว่างแต่ก็ไม่ชัดเจนว่าการเผาเป็นการทำลายโลกสว่างจริงๆรึเปล่า เรารู้แค่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นผลจากการต่อสู้กันระหว่างโลกสว่างกับโลกมืดของแต่คน มีเพียงคนเดียวที่เราบอกว่าแตกต่างจากคนอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัดคือจิน ซึ่งมีภาพเดียวที่เขาได้เผาไปคือ เผากลีบดอกไม้ แล้วตอนหลังดอกไม้นั้นก็ไปปรากฎอยู่ที่หน้าอกข้างซ้ายของเขาค่ะ

ตรงนี้เรามองว่าจินก้าวนำคนอื่นไปหนึ่งสเต็ปแล้วค่ะ ขอไม่ตีความว่าพี่จินตายหรือไม่ตาย แต่ตอนนี้จินคือคนที่ผ่านประสบการณ์ทุกอย่างที่ทุกคนกำลังเผชิญอยู่ไปแล้ว จินผ่านการต่อสู้ระหว่างโลกมืดและโลกสว่างมาแล้วและสุดท้ายจินก็เลือกโลกสว่างแน่นอน เปิดม่านจากห้องมืดไปหาแสงสว่าง ดอกไม้สีขาวสว่างอยู่ในใจ แต่เอ็มวีเองก็เล่าถึงความรู้สึกของจินที่การเดินออกมาอยู่ในโลกสีสว่างก็ไม่ได้ทำให้มีความสุขขนาดนั้น ผ่านสีหน้าเศร้าๆและน้ำตาที่ไหลออกมา เอ็มวีอาจจะสื่อว่าจินโตขึ้นแล้ว เข้าไปอยู่ในโลกสว่าง ทิ้งโลกมืดของวัยเด็ก เทิ้งความบ้าระห่ำ ความสนุกสนานแบบดิบๆของวัยรุ่นระหว่างเพื่อนฝูงไปด้วย

คู่ความสัมพันธ์แบบขนาน (PARALLEL)

จากที่ดูเอ็มวีทุกตัว สิ่งหนึ่งที่เราจะสังเกตเห็นได้ชัดๆ คือ สตอรี่มีการเล่าเรื่องของแต่ละคนเป็นคู่ๆ ที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดอย่างชัดเจนค่ะ โดยเว้น จิน เอาไว้ นั่นคือ

แร็ปม่อน – วี

ชูก้า – จองกุก

เจโฮป – จีมิน

(ตามลำดับ)

สรุปแล้วมีใครตายบ้าง?

เราคิดว่าประเด็นมันไม่ได้อยู่ที่ใครตายไม่ตาย เพราะเรื่องราวทั้งหมดมันคือชีวิตวัยรุ่น การเจอกับปีศาจแล้วก็เลือกว่าสุดท้ายเราจะทำอย่างไรในการรักษาความสมดุลระหว่างโลกสว่างและโลกมืดเข้าด้วยกัน การตายที่หลายๆคนพูดถึงน่าจะสื่อถือการค้นพบตัวเอง ซึ่งจินค้นพบและเลือกโลกสีสว่าง ส่วนวีค้นพบและเลือกโลกสีมืด วีเองก็อาจจะเจอจุดจบคือก็ฆ่าตัวตาย แต่จินที่เลือกโลกสว่างก็ดูไม่ค่อยมีความสุข ทำหน้าเศร้าตลอด ไม่ว่าจะเลือกทางไหนมันก็อาจจะได้อย่างเสียอย่าง เราคิดว่าผู้กำกับเล่าเรื่องของวีกับจินให้ดูเป็นตัวอย่างสองทางสำหรับคนที่เลือกโลกมืดและโลกสว่าง ส่วนคนอื่นๆนั้น ผู้กำกับไม่ได้เฉลยว่าสุดท้ายแล้วชีวิตพวกเขาจะเป็นอย่างไร ทิ้งไว้ให้เป็นความสงสัยว่าสุดท้ายเขาจะเลือกทางไหน จะจัดการกับปีศาจและอยู่รวมกับมันได้อย่างไร ความสงสัยพวกนี้อาจจะทำให้เราย้อนกลับมาคิดว่าถ้าเราเป็นพวกเขาในเรื่อง ตัวเราเองจะทำอย่างไร ? และจริงๆแล้วปีศาจที่แต่คนเจอในเรื่องก็ไม่ใช่ปีศาจที่อยู่ไกลตัวเราเลยสักนิด บางคนอาจจะเจอมันอยู่แล้วก็ได้ ถึงเวลาแล้วรึเปล่าที่เราจะเริ่มการเดินทางสำรวจจิตใจของตัวเองเหมือนกับเด็กหนุ่มทั้งเจ็ดคนในเอ็มวี ? 

แต่ในท้ายที่สุด ทุกคนต่างมีปัญหาของตัวเองทั้งนั้น แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ยังมีเพื่อนและมิตรภาพ จับมือกันแล้ววิ่งออกไปด้วยกันเถอะ ปัญหาส่วนตัวทุกอย่างค่อยๆแก้และแก้ไปพร้อมๆกัน เน้นเรื่องมิตรภาพที่เป็นธีมที่สอดแทรกมาในทุกเอ็มวี ท้องฟ้าจากใสๆกลายเป็นท้องฟ้าช่วงทไวไลท์อีกแล้วค่ะ จริงๆแล้วช่วงเวลาทไวไลท์ก็เป็นตัวแทนของการเป็นวัยรุ่น ช่วงวัยหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิตที่ดีมากทีเดียวเพราะมันเป็นช่วงเวลาที่ท้องฟ้าทั้งมืดทั้งสว่างและไม่ทั้งสองอย่าง ก้ำกึ่งระหว่างโลกสว่างและโลกมืด  แต่ก็เป็นช่วงเวลาที่สวยที่สุดของวัน ภาพเด็กหนุ่มทั้งเจ็ดคนที่กำลังวิ่งไปข้างหน้าพร้อมๆกัน ในช่วงเวลาของทไวไลท์ มันย้ำให้รู้สึกว่าวัยรุ่นเป็น the most beautiful moment in life จริงๆค่ะ 

indiiej

แล้วก็จบมหากาพย์ของซีรี่ส์อัลบั้มชุดนี้ค่ะ!!

อ้างอิง

http://minimore.com/b/ACQN6/12

Introduce Yourself (Example Post)

This is an example post, originally published as part of Blogging University. Enroll in one of our ten programs, and start your blog right.

You’re going to publish a post today. Don’t worry about how your blog looks. Don’t worry if you haven’t given it a name yet, or you’re feeling overwhelmed. Just click the “New Post” button, and tell us why you’re here.

Why do this?

  • Because it gives new readers context. What are you about? Why should they read your blog?
  • Because it will help you focus you own ideas about your blog and what you’d like to do with it.

The post can be short or long, a personal intro to your life or a bloggy mission statement, a manifesto for the future or a simple outline of your the types of things you hope to publish.

To help you get started, here are a few questions:

  • Why are you blogging publicly, rather than keeping a personal journal?
  • What topics do you think you’ll write about?
  • Who would you love to connect with via your blog?
  • If you blog successfully throughout the next year, what would you hope to have accomplished?

You’re not locked into any of this; one of the wonderful things about blogs is how they constantly evolve as we learn, grow, and interact with one another — but it’s good to know where and why you started, and articulating your goals may just give you a few other post ideas.

Can’t think how to get started? Just write the first thing that pops into your head. Anne Lamott, author of a book on writing we love, says that you need to give yourself permission to write a “crappy first draft”. Anne makes a great point — just start writing, and worry about editing it later.

When you’re ready to publish, give your post three to five tags that describe your blog’s focus — writing, photography, fiction, parenting, food, cars, movies, sports, whatever. These tags will help others who care about your topics find you in the Reader. Make sure one of the tags is “zerotohero,” so other new bloggers can find you, too.